ระวัง!!! ช่องว่างระหว่างวัย

เชื่อมอายุ...เชื่อมความคิด สร้างผู้นำเลือดใหม่

 

อรพรรณ จันทรวงศ์ไพศาล, จุฑามาศ ศรีสวัสดิ์ มติชน วันที่ 05 มิถุนายน พ.ศ. 2555 

 

 

"อายุ" ต่างกัน "ความคิด ความเห็น" ก็ต่าง

 

เป็นเรื่องจริง ที่หลายองค์กรธุรกิจต้องประสบพบเจอ เมื่อสถานที่ทำงานไม่ได้มีเพียงคนวัยเดียวกันเท่านั้น เพราะช่องว่างระหว่างคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่กลายเป็นปัญหาที่ต้องอาศัย "ผู้นำ" เข้ามาแก้ไขเพื่อนำพาองค์กรให้ก้าวต่อไปข้างหน้า

 

เพื่อดึงดูดผู้นำคนรุ่นใหม่ขึ้นมาเติมเต็มช่องว่าง... ที่ขาดหายไป "บริษัท เอพีเอ็ม กรุ๊ป" ร่วมกับ "หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ" และ "ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน (มติชนอคาเดมี)" จึงร่วมกันจัดงานสัมมนาในหัวข้อ "Mind the Gap : Surviving the coming leadership shortfall ระวัง!!! ช่องว่างที่ขาดหายไป"

 

"นนทิกร กาญจนะจิตรา" เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) บอกว่า สังคมไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สำหรับภาครัฐที่มีกำลังคนอยู่ประมาณ 2 ล้านคน ก็มีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 42 ปี ส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 40-50 ปี เป็นคนในยุคเบบี้บูม (Baby Boomer Generation-Gen B) เกิดในช่วงปี พ.ศ.2483-2503 ลักษณะของบุคคลเหล่านี้ คือมีความภักดีต่อองค์กร โหยหาอดีตและยึดมั่นในกฎระเบียบ ส่วนมากจึงอยู่ในระบบราชการ

 

สำหรับคนในกลุ่มเจนเนเรชั่น เอ็กซ์ (Extraordinary Generation-Gen X) หรือคนที่มีอายุ 30-40 ปี เป็นกลุ่มที่ขาดหายไปจากระบบราชการ ด้วยนิสัยของคนกลุ่มนี้ ที่กระหายความสำเร็จต้องการรายได้สูง ส่วนมากมักทำธุรกิจหรืองานเอกชน ที่สามารถขยับขยายโยกย้ายได้ง่ายและมีอัตราเงินที่ดีกว่าระบบราชการ

 

ใน 5-6 ปี ข้างหน้า คาดว่าจะมีข้าราชการเกษียณอายุออกไปอีกเป็นจำนวนมาก และระบบราชการต้องเปิดรับคนรุ่นใหม่ในกลุ่ม เจนเนเรชั่น วาย (Why Generation-Gen Y) ซึ่งเกิดมาพร้อมกับเทคโนโลยี ช่วง พ.ศ.2524-2533 จึงเป็นผู้ที่ชื่นชอบความรวดเร็ว รวมถึงกลุ่มเจนเนเรชั่น เอ็ม (Millennium Generation-Gen M) ซึ่งเกิดในปี พ.ศ.2534 เป็นยุคการสื่อสารแบบดิจิตอลที่น่าจับตามองเป็นอย่างมากในอนาคต

 

"ปัญหาที่จะเกิดคือ ในแต่ละเจนเนอเรชั่นมีความแตกต่างกันมากจะทำอย่างไรให้การเปลี่ยนถ่ายผู้นำระหว่างรุ่นมีความราบรื่น ซึ่งในงานราชการต้องเป็นไปตามระบบ การจะขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำ ต้องผ่านการทำงานจากตำแหน่งเล็กทำให้ใช้เวลานานกว่าจะขึ้นมาเป็นผู้นำ"

 

"ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างของการเปลี่ยนถ่ายภายในระบบราชการมากเกินไป ผมเองคิดว่าบางกระทรวงต้องมีการปรับเปลี่ยน เพราะบางครั้งเราก็รอเวลาให้บุคคลเติบโตไม่ได้ ควรคำนึงถึงความรู้ ความสามารถ และทักษะของผู้นำ อีกทั้งผู้นำในอนาคตอาจต้องมีการพัฒนาและทดสอบทักษะของผู้นำ เช่น ทักษะภาษาอังกฤษ ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับประเทศในภูมิภาคอาเซียน เป็นต้น"

 

ช่องว่างที่เกิดขึ้น ทำให้ทุกภาคส่วนต้องปรับตัว ไม่ใช่เพียงภาครัฐเท่านั้น ภาคเอกชนก็ต้องหากลวิธีสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ร่วมงาน เพื่อจัดการเรื่องชีวิตและงานให้สมดุล

 

"อรัญญา เถลิงศรี" กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอพีเอ็ม กรุ๊ป บอกว่า 3 สิ่งที่ผู้บริหารรุ่นใหม่ควรจะมี ข้อแรกคือ เปลี่ยนจากการมองความสามารถในการทำงานของแต่ละบุคคล เป็นการมององค์กรในภาพรวม ซึ่งความสำเร็จขององค์กรได้มาจากการทำงานร่วมกันของทุกคนในองค์กร ข้อที่สอง พัฒนาทักษะ ความรู้ ความสามารถของบุคคลในแต่ละด้าน มากกว่าที่จะให้ทุกคนเก่งทุกด้าน และข้อสุดท้าย ต้องให้ผู้บริหารมีประสบการณ์จากการทำงานจริงด้วย

 

"ในอนาคตเรื่องของทักษะโดยเฉพาะทักษะพื้นฐาน ได้แก่ การเลือกเชื่อข้อมูล การพบปะผู้คน/เข้าสังคม เข้าใจความแตกต่างหลากหลายของวัฒนธรรม ก้าวข้ามความเคยชินบางอย่าง เช่น การประชุมต้องมาเจอกันเปลี่ยนเป็นการประชุมด้วยวีดิโอ คอนเฟอเรนซ์ รวมไปถึง การคิดประยุกต์สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเข้ามาใช้ในองค์กร การมีความรู้ที่หลากหลายสาขา การคิดแบบเป็นระบบและสามารถส่งต่อข้อมูลได้ เป็นต้น ซึ่งทักษะเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้นำในอนาคตควรต้องมีและรู้จักนำมาใช้พัฒนาให้องค์กรยั่งยืน"

 

ด้านผู้บริหารสายการบินสัญชาติไทย "พาที สารสิน" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สายการบินนกแอร์ ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการสร้างผู้นำในอนาคตว่า การเป็นผู้นำจะต้องปลูกฝังกันตั้งแต่เด็กกระทั่งเป็นผู้ใหญ่ ทั้งนี้ควรจะพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ให้มากขึ้นเพื่อให้พร้อมที่จะแข่งขันกับประเทศอื่นๆ

 

"นอกจากนี้ผู้นำยังต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตนถอดความเป็นตัวเองออก แล้วหันมาสนใจการทำงานเป็นทีมมากกว่า ไม่ถือตนเป็นจุดสนใจและต้องมีความกล้าตัดสินใจ มีทัศนะกว้างไกล มองไปข้างหน้า คิดทำอะไรที่ต่าง ให้กำลังใจลูกน้อง ผู้นำต้องเป็นคนสุดท้ายที่ได้รับคำชม เมื่อเกิดปัญหาขึ้นจะต้องชี้แจงให้พนักงานรับทราบโดยทั่วกัน อย่ากลัวที่จะทำอะไรผิด"

 

"เราไม่ต้องให้ลูกน้องตามเรา เราลงไปหาเขาเอง ดูความเป็นอยู่ การแต่งกาย เพื่อให้เกิดความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และควรให้คำชมแก่ลูกน้อง เพื่อให้เขามีกำลังใจในการทำงานด้วย" พาทีทิ้งท้าย

 

ในส่วนของภาคการศึกษา "วรรณี เจียรวนนท์ รอสส์" ผู้อำนวยการโรงเรียนนานาชาติคอนคอร์เดียน บอกว่า ผู้นำมีหลายประเภท ประเภทแรกเป็นผู้นำโดยกำเนิด มีเสน่ห์และน่านับถือโดยธรรมชาติ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเป็นผู้นำที่ดี เพียงแต่เป็นผู้มีความสามารถที่จะนำได้ ประเภทต่อมาคือผู้นำแต่งตั้ง เป็นคนที่มีความรู้ มีการศึกษา ไม่นับพื้นฐานทางครอบครัว เมื่อเข้าทำงานมักได้ตำแหน่งสูงและเลื่อนตำแหน่งเร็วกว่าคนอื่นๆ แต่จะเป็นผู้นำที่ดีหรือลูกน้องให้ความเคารพ รักเขาจริงๆ หรือไม่นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 

ประเภทที่สามคือ ผู้นำโดยสถานภาพ เป็นบุคคลที่เกิดในครอบครัวที่มีความพร้อมทางด้านทรัพย์สิน มีโอกาสมากกว่าคนอื่น ได้เรียนสูงจบมามีโอกาสได้เป็นผู้นำในแต่ละระดับเป็นเจ้าของบริษัท แต่ก็ไม่แน่อีกเช่นกันว่าจะเป็นผู้นำที่ดีหรือไม่ดี ส่วนผู้นำประเภทสุดท้ายคือ ผู้นำที่แท้จริงมีวิสัยทัศน์ ฉลาดมีคุณธรรม รู้จักจุดอ่อนจุดแข็งของตนเอง เสียสละยอมให้โดนเอาเปรียบ ยกย่องมองหาข้อดี เห็นอกเห็นใจและเมตตาผู้อื่น

 

"ผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์มองไกลมองอนาคต อย่างที่เราเปิดโรงเรียนสอน 3 ภาษา ไทย อังกฤษ จีน เพราะมีโอกาสได้เดินทางไปต่างประเทศ เห็นในหลายๆ ประเทศ สามารถฟังพูดอ่านเขียนในภาษาอื่น นอกจากภาษาบ้านเกิดและภาษาอังกฤษได้ เช่น ประเทศฟิลิปปินส์และประเทศสิงคโปร์ สามารถใช้ภาษาจีนได้ คนเกาหลี ญี่ปุ่น อ่านและฟังภาษาจีน แม้จะพูดไม่ได้ก็ตาม"

 

"พอหันมามองประเทศไทยว่า ทำไมคนไทยไม่ได้เรียนภาษาจีน อีกทั้งเวลาติดต่อเจรจาธุรกิจ ล่ามอาจแปลให้เราคลาดเคลื่อน จึงคิดว่าการสอนภาษาจีนให้กับผู้นำประเทศไทยเป็นสิ่งที่สำคัญมาก"

 

ท้ายที่สุดแล้ว การสัมมนาครั้งนี้ก็เพื่อกระตุ้นเตือนให้ผู้นำตื่นตัว และเชื่อมช่องว่างในการส่งต่อความรู้ ความถนัดให้ผู้นำรุ่นต่อไป ซึ่งผู้นำในรุ่นต่อๆ ไป ต้องปรับตัวรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เมื่อวันที่พวกเขาได้ขึ้นมาเป็นผู้นำ โลกของเราอาจจะไม่ได้ใช้เฟซบุ๊กในการติดต่อสาร แต่อาจมีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นมาทดแทน

 

"ผู้นำรุ่นใหม่ต้องไม่หยุดนิ่งเพราะเท่ากับว่ายังไม่ได้เริ่มเดินหน้า เปลี่ยนแปลงอะไรเลยนั่นเอง"

 

Comment

Comment:

Tweet