สำรวจ'ตึกสีชมพู'คู่วัดเบญจฯ
'อาคารพระพุทธเจ้าหลวง'ปฐมบทปฏิรูปการศึกษาไทย

 อรพรรณ จันทรวงศ์ไพศาล / ธิมา ไหมแพง มติชน ฉบับวันที่ 04 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

แสงแดดตอนเช้าที่ทอแสงตกกระทบอาคารสถาปัตยกรรมตะวันตกสไตล์นีโอ คลาสสิค 2 ชั้น หลังคามุงด้วยกระเบื้องว่าว ขับเน้นสีชมพูของตึกพระพุทธเจ้าหลวง ภายใต้ธงสีชมพู-เหลือง ให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น
          สถานที่แห่งนี้คือ โรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตร โรงเรียนแห่งแรกในยุคเริ่มต้นปฏิรูปการศึกษาของไทย เมื่อกว่า 100 ปีก่อน
          ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ.2445 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 มีพระบรมราชโองการให้สร้างอาคารเรียน 2 ชั้นภายในพื้นที่วัดเบญจมบพิตร บริเวณต่อจากอาคารเรียนมุงจากเดิม ด้วยทุนทรัพย์ของ พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าอิศริยาภรณ์ พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอนุสรสิริประสาธน์ และ เจ้าจอมมารดาเกสร
          โปรดให้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์"นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม"  ทรงออกแบบอาคาร
          ผังตึกเป็นรูปตัว E มีอาคารหลัก 3 หลัง หลังกลางเป็นอาคารทรงสี่เหลี่ยมลบมุม มีมุขยื่นทางด้านเหนือใต้ หลังคาทรงปั้นหยามุงด้วยกระเบื้องว่าวซีเมนต์ ทางขึ้นด้านหน้าเป็นบันไดหินอ่อน บานประตูไม้สักประดับตกแต่งด้วยเสากลม 2 เสา พาดหัวเสาด้วยคาน มีคิ้ว ส่วนบนสุดของประตูมีกรอบเช็ดหน้าวงโค้งอ่อนช้อย ตรงกลางเป็นวงรีประดับด้วยลวดลายใบไม้ ฯลฯ
          เป็นความตั้งพระทัยที่จะสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรใหม่ อาทิ วิชาเลข ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภูมิศาสตร์ ฯลฯวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาแก่ราษฎร อันจะก่อให้เกิดการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทัดเทียมนานาอารยประเทศ
          ในการก่อสร้างตึกหลังนี้ ทรงเอาพระทัยใส่เรื่องแบบและการก่อสร้างเป็นอย่างยิ่ง ทรงเป็นผู้วินิจฉัยแบบศิลาจารึกที่หน้ามุขของโรงเรียนด้วยพระองค์เอง เสด็จพระราชดำเนินมาประทับและทอดพระเนตรการก่อสร้างหลายครั้งหลายครา
          นอกจากนี้ ยังพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ กับทั้งของสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ จัดทำเครื่องมือเครื่องใช้ โต๊ะ เก้าอี้ ตู้ ที่จะใช้ในอาคารทั้งสิ้น
          หลังจากก่อสร้างแล้วเสร็จโปรดเกล้าฯ ให้มีการฉลองโรงเรียนร่วมกับงานก่อพระเจดีย์ทรายวัดเบญจมบพิตร ที่สนามหน้าโรงเรียน
          ความสง่างามของ "อาคารพระพุทธเจ้าหลวง"ซึ่งเกิดจากการผสมผสานศิลปะสถาปัตย์ของตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกัน ทำให้อาคารหลังนี้ได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นปีพุทธศักราช 2542 จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์
          ได้รับการขึ้นทะเบียนโบราณสถานของกรมศิลปากร เป็นอาคารอนุรักษ์ดีเด่น ตั้งแต่ปี พ.ศ.2542
          ปัจจุบันด้วยอายุอานามถึง 109 ปี ตึกสีชมพูหลังนี้แม้จะยังคงตระหง่านผ่านกาลเวลา และทำหน้าที่ส่งผ่านนักเรียนวัดเบญจมบพิตรให้จบออกมาเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพมามากมายหลากหลายรุ่นกระทั่งปัจจุบัน แต่สภาพของอาคารทั้งภายนอกและภายในย่อมทรุดโทรมไปตามกาลเวลา
          แม้แต่เคยผ่านการบูรณะปฏิสังขรณ์มาแล้วถึง 4 ครั้ง แต่ครั้งล่าสุดเมื่อ พ.ศ.2539 นั่นคือเมื่อ 15 ปีก่อน ก่อนที่จะมีการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน และการซ่อมในครั้งนั้นไม่ได้ทำอย่างพิถีพิถันในรายละเอียดมากนัก เล่ากันขำๆ ว่า กระทั่งสีชมพูที่ทาก็ยังทาเผื่อสีซีดล่วงหน้าด้วยซ้ำคารที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ของการปฏิรูปการศึกษาไทยหลังนี้อมองแต่ไกลยังคงดูสง่างาม แต่ถ้าเดินเข้าไปพินิจใกล้ๆ จะเห็นความเสื่อมโทรมอย่างถนัดตา นับตั้งแต่ตัวอาคารด้านนอกที่เป็นรอยปูนแตกลอก ร่อน ปรากฏให้เห็นไม่เพียงเนื้อปูนเปลือย แต่บางส่วนยังเห็นเข้าไปถึงเนื้ออิฐด้านใน
          สภาพภายในอาคารยิ่งสาหัส ราวกับคนไข้รอการรักษา
          ผนังด้านในมีรอยร้าวในหลายจุด พื้นผุเป็นบางแห่ง เพดานไม้มีรอยเปื่อย ฉีก รั่ว ขนาดที่ว่าต้องหยุดเรียนหยุดสอนในวันที่เกิดพายุฝนพัดกระหน่ำ เพราะน้ำฝนที่แทรกตัวผ่านชั้นหลังคาหยดลงมาเป็นสาย
          ด้วยมีความคิดที่จะอนุรักษ์ตึกเก่าอายุกว่าร้อยปี ที่สำคัญคือเป็นความภาคภูมิของทั้งครูและศิษย์เก่าทุกยุค ทุกรุ่น วันชัย ทองเกิดผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตร จึงมีแนวนโยบายที่จะฟื้นฟูบูรณะตึกพระพุทธเจ้าหลวง(ตึกสีชมพู) ให้กลับมามีสภาพให้เหมือนเดิมมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ก่อนที่จะผุพังไปมากกว่านี้
          "สภาพปัจจุบัน สีของกำแพงอาคารลอกออกมีรอยร้าว ปูนกร่อน ถ้าฝนตกลมแรงน้ำก็จะรั่วเพราะตอนซ่อมแซมครั้งสุดท้าย ปี 2539 กระเบื้องที่ใช้มุงหลังคาแบบเก่าแผ่นใหญ่ไม่สามารถหาได้ หาได้แต่ในขนาดที่เล็กกว่าทำให้การประกบกันไม่สนิท มีช่องที่น้ำฝนสามารถผ่านได้หากเกิดฝนตกหนัก"ผู้อำนวยการเล่าถึงสภาพปัจจุบันของตึกเรียนเก่าแก่คู่วัดเบญจมบพิตร
          "ผมอยากให้มีการบูรณะซ่อมแซมโดยเร็วเพราะสภาพตึกเก่าแล้วและปัจจุบันที่นี่ก็ยังใช้เป็นที่เรียนของเด็ก ถ้าปล่อยไว้นานการบูรณะก็จะยิ่งใช้เวลานาน บูรณะยากขึ้น ลวดลายต่างๆ ก็จะชำรุดเสียหายหรือสูญหายไป
          สิ่งที่น่าหวั่นวิตกที่สุดก็คือหลังคา โดยเฉพาะอีกไม่กี่เดือนก็ย่างเข้าฤดูฝน ถ้าน้ำฝนรั่วเข้ามามากอาจพังลงมาได้ รวมทั้งน้ำฝนยังทำให้โครงสร้างอาคารทั้งหลังเสียหาย"
          ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมเบญจมบพิตรยังได้เล่าให้ฟังถึงความเป็นไปได้เกี่ยวกับการบูรณะอาคารหลังนี้ว่า ได้มีการนำเสนอโครงการต่อสพฐ. (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) ผ่าน สพม.(สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา) เขต 1 แต่ได้รับแจ้งว่างบประมาณประจำปีได้ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว ทางโรงเรียนจึงต้องรอเสนอขอในงบประมาณปี 2555 ต่อไป
          โดยเมื่อในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2554 นายชินวรณ์ บุณยเกียรติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มาตรวจเยี่ยมโรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตร และเห็นว่าเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ตึกพระพุทธเจ้าหลวงจะต้องได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์โดยเร็ว จึงมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดำเนินการในการของบประมาณเป็นกรณีพิเศษ
          ทางโรงเรียนเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ส่งเรื่องไปทางคณะกรรมาธิการการศึกษาด้วย ขณะนี้จึงอยู่ในขั้นของการรอการดำเนินการของ สพฐ.เพื่อที่จะจัดสรรงบประมาณในการบูรณะ
          "ทางโรงเรียนมีการนำเสนอเรื่องประสานงานกับกรมศิลปากรร่วมด้วย เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาประเมินสภาพของตึก เนื่องจากตึกไม่มีพิมพ์เขียวเดิมอยู่ เรื่องการบูรณะตึกตอนนี้ ทางกรมศิลปากรให้เจ้าหน้าที่เข้ามาลอกแบบและบันทึกผลไว้ ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ดำเนินการไว้เรียบร้อย โดยได้ตีราคาเบื้องต้นไว้ที่ 22,000,000 บาท
          จุดที่น่ากังวลคือหากปล่อยระยะเวลาให้เลยผ่านไปนาน หรือเข้าสู่ฤดูฝน ฝนอาจทำลายโครงสร้างตึกทำให้การซ่อมบำรุงต้องใช้งบประมาณที่สูงขึ้นกว่าที่ประเมินไว้" นายวันชัยบอกเล่าถึงข้อกังวล
          ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมวัดเบญจมพบิตรยังเล่าว่า นอกจากการบูรณะแล้วยังมีแผนที่จะลดการใช้อาคารพระพุทธเจ้าหลวงเป็นสถานที่จัดการเรียนการสอนเนื่องจากอาคารเก่าแก่มากแล้ว พร้อมกับดำเนินการปรับปรุงภายในอาคารเป็นห้องเกียรติยศแสดงพระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ 5 รวมทั้งจัดทำเป็นแหล่งเรียนรู้เปรียบเทียบการศึกษาไทยระหว่างยุคที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้ายังทรงพระเยาว์ และยุคสมัยที่พระองค์ทรงปกครองบ้านเมือง
          "ก่อนที่ศิลปะ อาคารโบราณ ถูกกลืนกินหายไป ไม่มีพื้นที่อยู่ หรือถูกกันไว้เป็นหมู่บ้านศิลปะโบราณให้ดูเท่านั้น เราต้องปลูกฝังคน ให้คนมีสิ่งยึดเหนี่ยว ปลูกฝังให้คนรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ไม่ใช่ให้คลั่งชาติ แต่ต้องให้คนรู้รากเหง้าของเรามีที่มาที่ไปอย่างไร"
          ผู้อำนวยการกล่าวปิดท้าย พร้อมฝากบอกไปถึงศิษย์เก่า หรือ ผู้มีจิตศรัทธาที่มีความประสงค์จะร่วมอนุรักษ์อาคารพระพุทธเจ้าหลวง สามารถติดต่อมาที่โรงเรียนได้
          เพราะถึงนาทีนี้แล้วการพึ่งตนเองน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ดีกว่าจะคอยนั่งนับวันรอ...ใครจะรู้ว่าอาคารประวัติศาสตร์หลังนี้อาจจะทรุดลงวันใดก็ได้

Comment

Comment:

Tweet