"สวนสันติชัยปราการ" ในวันที่ไร้

"ต้นลำพู"เหลือเพียงเรื่องเล่าขาน


อรพรรณ จันทรวงศ์ไพศาล มติชน 20 กรกฎาคม 2555


ต้นลำพูในอดีต

สวนสันติชัยปราการวันนี้ดูเหงาไม่เหมือนเคย คล้ายบางสิ่งขาดหายไป เมื่อสิ้นลำพูต้นสุดท้ายของบางลำพู

ย้อนไปเมื่อ พ.ศ.2540 ครั้งนั้นยังไม่มีคนทราบแน่ชัดถึงที่มาของชื่อ "บางลำพู" กระทั่ง ดร.ปฐมฤกษ์ เกตุทัต และครูโรงเรียนวัดสังเวชกลุ่มหนึ่งได้ทำโครงการประวัติศาสตร์ชุมชน โดยได้ความรู้จาก ครู สุดจิตต์ ดุริยะประณีต ศิลปินแห่งชาติ เข้ามาค้นหา ที่มีลุง ธวัช เซ็นสว่าง ผู้นำชุมชนเป็นผู้นำทาง 

และได้พบ "ต้นลำพู" ที่มีอายุกว่า 100 ปี!

ใครจะคาดคิดว่าระยะเวลาเพียง 15 ปี ต้นลำพูที่เคยแผ่กิ่งก้านเป็นหมุดหมายของบางลำพู ที่สวนสันติชัยปราการจะกลายเป็นเพียงอดีต 

อรศรี ศิลปี ประธานประชาคมบางลำพู เล่าว่า หลังมหาอุทกภัยเมื่อปี 2554 ต้นลำพูต้องแช่น้ำนานถึง 3 เดือนเศษ มีอาการสำลักน้ำ และค่อยๆ แห้งตายลงในที่สุด ทางชุมชนได้คุยกันว่า แม้ว่าต้นลำพูที่เป็นประวัติศาสตร์ของชาวบางลำพู และมีอายุกว่า 100 ปี จะตายแล้ว แต่เรายังจะปล่อยให้มันยืนต้นต่อไป โดยจะตัดกิ่งที่แห้งออก เพื่อให้ต้นลำพูยืนต้นคู่กับบางลำพูต่อไป 

"เราตั้งใจกันไว้ แต่แล้วเช้าวันที่ 6 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ทาง กทม.กลับมาตัดต้นลำพูออกไป โดยเราไม่รู้เรื่องเลย รู้สึกใจหายมากเพราะมันมีประวัติศาสตร์ เรื่องเล่าอะไรมากมาย เราทำได้เพียงเก็บเศษที่เหลือไว้ประมาณศอกกว่า ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะทำยังไงเหมือนกัน" 

ลำพูตอนแห้งตาย



สมปอง ดวงไสว นักประวัติศาสตร์ชุมชนท้องถิ่น ผู้ศึกษาเรื่องราวของต้นลำพูและท้องถิ่นย่านบางลำพู เล่าว่า ต้นลำพูต้นนี้เป็นประวัติศาสตร์ที่มาของย่านบางลำพู และยังเป็นลำพูต้นเดียวที่พบว่าสามารถผลัดใบได้ เป็นเรื่องสำคัญที่ควรอนุรักษ์เอาไว้ แต่กลับถูกโค่นลง ทั้งที่สอบถามผู้เชี่ยวชาญแล้วว่า ต้นลำพูสามารถอยู่ได้อีก 2 ปี ก่อนจะสลายไป ซึ่งทุกคนก็รับได้ หากมันตายและสลายไปเอง 

"ที่น่าเจ็บปวดคือ ได้ถามไปยังหน่วยงานว่าส่วนของลำต้นไปเก็บไว้ที่ใด คำตอบที่ได้คือ ได้นำไปทิ้งเป็นขยะที่หนองแขมแล้ว กรุงเทพมหานครยุคนี้ไม่เห็นคุณค่า ไม่ให้ความสำคัญกับประวัติ

ศาสตร์ของชุมชน ก่อนตัดก็ไม่ได้บอกกล่าวกับชุมชน รู้อีกทีก็กลายเป็นตอไปเสียแล้ว

"ยังดีที่ก่อนจะถึงวาระสุดท้ายของต้นลำพู ทางกองสวนได้เชิญผู้เชี่ยวชาญมาดูและพยายามช่วยต้นลำพูอย่างเต็มกำลัง ซึ่งมีทั้งกรมสวน หน่วยงานของ กทม. และโครงการพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ที่เข้ามาเพาะเนื้อเยื่อต้นลำพูเก็บเอาไว้" 

ลำพูที่เหลือแต่ตอ



หลังการสูญเสียต้นลำพู สมปองได้มีการส่งจดหมายเปิดผนึกผ่านสื่อมวลชนไปถึงผู้ว่าฯ กทม. เพื่อให้นำเหตุการณ์ครั้งนี้ไปเป็นอุทาหรณ์ เพื่อไม่ให้เกิดกับประวัติศาสตร์ของชุมชนแห่งอื่น เพราะต้นไม้ประวัติศาสตร์ถูกโค่นทิ้งไปแล้วทำให้มันฟื้นคืนมาไม่ได้

"ตอนนี้ก็ต้องทำใจยอมรับ เพราะผูกพันมานาน เร็วๆ นี้เราจะจัดงานเสวนาให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติและเรื่องราวของต้นลำพูและบางลำพูแก่ประชาชน กะว่าจะทำแผ่นภาพประกอบคำอธิบายไว้ที่สวนสันติชัยปราการ เริ่มต้นตั้งแต่พบต้นลำพู จนถึงวันที่มันตายไป เรื่องแบบนี้หากใครไม่ผูกพันคงไม่เข้าใจ คิดว่าต้นไม้ต้นเดียวจะอะไรกันนักหนา" สมปองบอก

ในส่วนของชุมชนอย่าง สมกิจ สมาคุณ หรือ ลุงอ้วน ชาวบ้านบางลำพูที่มานั่งรอรับ-ส่งนักท่องเที่ยวขึ้นเรือล่องแม่น้ำเจ้าพระยาที่นี่ทุกวันเป็นเวลากว่า 30 ปี เล่าว่า ช่วงเช้าของวันที่ 6 กรกฎาคม ระหว่างที่รอรับนักท่องเที่ยวตามปกติ เห็นเจ้าหน้าที่ 14-15 คน มีเลื่อยไฟฟ้ามาด้วย ใช้เวลาครึ่งวัน ก็โค่นต้นลำพูเสร็จเรียบร้อย 

"ผมก็เป็นชาวบ้านธรรมดาจะไปห้ามเขาก็ไม่ได้ ได้แต่มองเขาโค่นต้นลำพูน รู้สึกใจหาย เสียใจบ้าง เพราะอยู่แถวนี้มานาน อยากให้ต้นลำพูอยู่ต่อไม่อยากให้โค่นนะ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้" สมกิจพูดอย่างเศร้าใจ

ด้าน จุรี จันทรทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักงานสวนสาธารณะ บอกว่า สาเหตุที่ต้องตัดต้นลำพูออกเพราะต้นลำพูมีสภาพทรุดโทรมและผุพังจากเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปลายปีที่แล้ว ซึ่งสำนักงานสวนสาธารณะได้มีการประสานงานกับกรม

อุทยานฯ ส่งผู้เชี่ยวชาญเรื่องต้นลำพูมาศึกษา และพบว่าต้นลำพูมีอายุมาก สภาพทรุดโทรม และอ่อนแอจากการถูกแมลงทำลายถึงโคนต้น 

"เรารอดูอาการอยู่นาน มีการตัดกิ่งเพื่อลดการดูแลและทำงานของต้นลำพู จนเห็นว่าคงไม่รอด เราก็พยายามรักษาสายพันธุ์ต้นลำพูนี้ไว้ ด้วยการเพาะเนื้อเยื่อ ซึ่งมีสำนักพัฒนาพันธุกรรมพืชของสมเด็จพระเทพรัตนฯ และสำนักพัฒนาชุมชนทำการเพาะสำเร็จ ตอนนี้ได้ต้นลำพู 4-5 ต้นแต่ยังเป็นต้นเล็กอยู่

"ทางกรมก็รอจนแน่ใจแล้วว่าต้นลำพูตาย จึงได้ตัดสินใจโค่นทิ้ง เพราะกลัวว่าจะเป็นอันตรายหากปล่อยให้ผุพังไปเรื่อยๆ อาจจะหักโค่น และเป็นอันตรายต่อพระที่นั่งสันติชัยปราการได้ ส่วนของลำต้นก็มีสภาพทรุดโทรมและผุจนไม่เหลือเนื้อไม้จึงตัดสินใจนำไปทิ้งไม่ได้เก็บเอาไว้" ผอ.จุรีบอก

...ในที่สุด ต้นลำพูก็ถูกโค่นทิ้ง เหลือไว้เพียงเรื่องเล่าเท่านั้น

Comment

Comment:

Tweet