ความจำสั้น-ไม่ใช่สาระ

อภิรัฐ ศิริธราธิวัตร ศาสตราจารย์หนุ่มเลือดใหม่

อรพรรณ จันทรวงศ์ไพศาล มติชน ฉบับวันที่ 13 พ.ค. 2555

 เป็นศาสตราจารย์ใหม่ที่อายุน้อยที่สุดของปีนี้

กว่าจะเป็นศาสตราจารย์ ต้องอุทธรณ์ถึง 3 ครั้ง ในที่สุดเด็กอีสาน ครอบครัวยากจน มีคุณแม่เป็นซิงเกิลมัม ก็ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมไฟฟ้าด้วยวัยเพียง 37 ปี

"ผมว่าควรมีการปรับกระบวนการขอตำแหน่งทางวิชาการใหม่ จากที่มองว่าการทำวิจัยจะต้องเป็นบทความวิชาการ ถามว่ามันเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติไหม ก็ไม่หมดทุกอย่าง บางชิ้นขึ้นหิ้งไว้เฉยๆ ควรเอาที่ใช้ประโยชน์ได้จริง เช่น อาจารย์บางคนช่วยประเทศชาติตั้งเยอะ คิดค้นวิธีปลูกข้าวพันธุ์ใหม่ให้ข้าวได้เยอะขึ้น แต่ขอศาสตราจารย์ไม่ได้ เพราะว่าไม่มีผลงานตีพิมพ์" ศ.ดร.อภิรัฐบอกถึงสิ่งที่อยู่ในใจ

ดอกเตอร์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้าจากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ปัจจุบันเป็นหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) เป็นผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้งศูนย์ปฏิบัติการวิจัยร่วม มข.-ซีเกท

เป็นผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้งศูนย์วิจัยร่วมเฉพาะทางด้านส่วนประกอบฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัย มข. ฯลฯ บอกว่า จริงๆ ไม่ได้คิดจะเรียนวิศวกรรมศาสตร์ด้วยซ้ำ เพราะชอบบัญชี

"ชีวิตผมใช่ว่าจะสบาย ผมเป็นเด็กวัด มาจากครอบครัวแม่เลี้ยงคนเดียว ตอนเล็กๆ แม่ก็ไม่มีปัญญาเลี้ยง แม่ส่งหนังสือพิมพ์ แล้วขายน้ำแข็งใสอยู่หน้าตลาด บางวันไม่มีเวลาเลี้ยง ก็ไปฝากไว้กับวัด (วัดป่าสันติวันพันชาติ จ.มหาสารคาม)

...ตอนซัมเมอร์ ปี 1 แม่เสีย เราอยู่กันสองคนพี่น้องลำบากมาก วันเสาร์-อาทิตย์ต้องไปเป็นเด็กขนกระเป๋าตามโรงแรม" ศาสตราจารย์หนุ่มสารภาพ

ศ.ดร.อภิรัฐ ศิริธราธิวัตร ปัจจุบันอายุ 42 ปี เป็นชาวมหาสารคาม เกิดเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ.2513 ปัจจุบันรับตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายวิทยา มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิทยาเขตหนองคาย

เป็นบุตรชายคนที่ 2 ของแม่วิไล ศิริธราธิวัตร กับพ่ออุบล อำไพ ที่ไม่เคยเห็นหน้ามาตั้งแต่เกิด มีพี่สาว 1 คน คือ กรองกาญจน์ ศรีวัฒนา ทันตแพทย์หญิงชำนาญการพิเศษ สาขาเฉพาะทางปริทันตวิทยา

จบชั้น ม.5 โรงเรียนสารคามพิทยาคม แล้วสอบเทียบในคณะวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (ไฟฟ้า) มข. หลังเรียนวิศวกรรมครบหนึ่งปีแม่วิไลก็เสียชีวิต แต่ด้วยตั้งใจและขยันหมั่นเพียรจึงสอบชิงทุนรัฐบาลลัดฟ้าไปศึกษาต่อยังประเทศอังกฤษ คว้าปริญญาเอกด้านวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ก่อนเสนอผลงานวิจัยเมื่อวัย 37 ปี และได้ตำแหน่งศาสตราจารย์อีก 5 ปีให้หลัง

ปัจจุบันสมรสกับ ผศ.ดร.วัณทนา ศิริธราธิวัตร มีบุตรธิดา 2 คน คือ เด็กชายศิริรัฐ และเด็กหญิงวัณวิไล

กว่าจะเป็นศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมไฟฟ้าในวันนี้ ดร.อภิรัฐบอกว่า เบื้องหลังความสำเร็จของเขามาจาก "ผู้หญิง 3 คน"

- เป็นศาสตราจารย์ที่อายุน้อยที่สุดของปีนี้?

ผมทำเรื่องไปตอนอายุ 37 พอดี อาจจะน้อยที่สุดในรุ่นนี้ แต่ไม่ได้น้อยที่สุดในประเทศ คงเพราะในสายวิศวะไม่ค่อยมีคนได้เป็นศาสตราจารย์ อีกอย่างคือสถานการณ์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนก็เก่งแต่พอจบมาแล้วมีลูก ก็ต้องใช้ชีวิตส่วนหนึ่งให้กับครอบครัว เพราะฉะนั้นการได้เป็นศาสตราจารย์อายุน้อยไม่ใช่ว่าเก่ง แต่เพราะเรามีโอกาสมากกว่า

- ประเทศไทยมีศาสตราจารย์มากแค่ไหน?

มีไม่มาก อย่างขอนแก่น มีอาจารย์ 2,500 คน มีศาสตราจารย์ 25-30 คนเท่านั้น เป็นอาจารย์ในคณะแพทย์ 20 กว่าคน คณะอื่นมีน้อยมาก ประเทศไทยตั้งเกณฑ์ค่อนข้างสูง อีกทั้งศาสตราจารย์ส่วนใหญ่จะเป็นสายวิทยาศาสตร์ เพราะฉะนั้นในมุมมองของวิทยาศาสตร์ งานวิจัยจะออกมาในรูปแบบบทความวิชาการ ถามว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติไหม ก็ไม่หมดทุกอย่าง

เมืองไทยควรปรับกระบวนการขอตำแหน่งทางวิชาการใหม่เอาที่มันใช้ประโยชน์ได้จริงๆ เช่น อาจารย์บางคนช่วยประเทศชาติ คิดค้นข้าวพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตเยอะขึ้น แต่ขอตำแหน่งศาสตราจารย์ไม่ได้ เพราะว่าไม่มีผลงานตีพิมพ์

- เป็นคน"สารคาม แต่ไปเรียนที่ขอนแก่น?

เพราะอยากอยู่ใกล้แม่ จริงๆ คิดจะเลือกกรุงเทพฯ แต่แม่ไม่มีปัญญาส่ง เพราะแต่ก่อนไม่มีเงินกู้ กยส. ถ้าเรียนกรุงเทพฯแม่จะเอาเงินที่ไหนมาส่ง แต่อย่างขอนแก่น มันใกล้ๆ แล้วค่าครองชีพก็ไม่สูง

สมัยนั้นที่ยากที่สุดก็วิศวะไฟฟ้าเนี่ยล่ะ เพราะมันมีแต่คณิตศาสตร์ แล้วผมชอบคณิตศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก แล้ววิศวะไฟฟ้าไม่เหมือนวิศวะอย่างอื่นๆ มันจับต้องไม่ได้

อย่างกระแสไฟนี่ เชื่อไหมว่าผมนั่งตรงนี้ ผมเขียนออกมาเป็นสมการได้เลย มันไม่มีอะไรยาก ไฟฟ้าคือเอาคณิตศาสตร์มาทำให้เห็นเป็นของจริงให้ได้ แล้วก็แปลงจากของจริงให้มาอยู่ในคณิตศาสตร์ให้ได้

แต่ก็ไม่ใช่ว่าคนเรียนคณิตศาสตร์แล้วจะเป็นคนเก่ง อย่างผมถ้าให้ผมไปเล่นดนตรีผมก็เล่นไม่เป็น หรือให้ไปอ่านหนังสือวารสารสังคมศาสตร์ อ่าน 2 หน้าก็หลับแล้ว (หัวเราะ)

- วางแผนที่จะเป็นครูสอนหนังสือมาตั้งแต่ต้น?

เพราะแม่มากกว่า แม่เคยเล่าให้ฟังว่า สมัยแม่เรียน แม่สอบได้ที่ 1 ของจังหวัด แต่ความที่เป็นผู้หญิง เป็นลูกคนจีนจึงไม่ได้เรียนต่อ แม่ก็เลยมีความรู้สึกว่า ถ้ามีลูกจะต้องให้เรียนถึงปริญญาเอกเลย ถามว่าชอบวิศวะมั้ย ไม่ได้ชอบ แต่เรียนได้ ซึ่งแม่จะสอนว่าไม่จำเป็นต้องชอบ ถ้าเขาเปิดงานมาให้ทำก็ต้องทำ และต้องทำให้ดีที่สุด ดีกว่าไม่มีงานให้ทำ แม่บอกอยากให้เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย มันดี แต่เดี๋ยวนี้มันไม่ดีแล้วครับ เพราะเงินเดือนอาจารย์มหาวิทยาลัยเดี๋ยวนี้น้อยกว่าครูโรงเรียน สพฐ.อีก (หัวเราะ)

แต่โดยส่วนตัวผมเห็นด้วยกับระบบในปัจจุบัน คืออาจารย์มหาวิทยาลัยต้องไปทำวิจัย แต่ปัญหาคือ เมื่อมองทั่วประเทศแล้ว พวกทำวิจัยเป็นพวกส่วนน้อย จึงถูกมองว่าเป็นพวกแกะดำ

- นักวิจัยมีโอกาสตอบแทนแผ่นดิน?

ผมสร้างทรัพยากรที่ดีให้กับประเทศ มีนักศึกษาที่จบปริญญาเอกกับผมแล้ว 3 คน คนแรกทำงานอยู่เยอรมนี อีกสองคนเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แล้วก็นักศึกษาปริญญาโทที่จบไปอีก 10 กว่าคน ปริญญาตรีผมก็ยังสอน ผมจะบอกกับลูกศิษย์ที่เป็นนักเรียนทุนเสมอว่า ทุนที่พวกคุณได้เรียนทุกบาททุกสตางค์เป็นเงินภาษีของประชน ทุกคนต้องตระหนักตรงนี้ จบไปแล้วต้องไปช่วยสร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ เพราะฉะนั้นลูกศิษย์ทุกคนจะเข้าใจ ผมไม่ได้สอนแต่วิชาการอย่างเดียว แต่สอนจริยธรรมด้วย

- มีผลงานวิจัยเยอะมาก มีเวลาพักผ่อน?

ภาพผมดูเป็นนักวิชาการ แต่ถ้าไปถามเพื่อนผม ทุกคนจะงง (หัวเราะ)

ตั้งแต่ทีแรก ผมมีการวางแผนที่ดี หลังจากจบเอกผมวางว่า สองปีแรกผมขอนะ 3 ปีผมจะขอ ผศ. แล้วอีก 2 ปีผมจะขอ รศ. แล้วก็พอเสร็จผมก็จะไปเที่ยว สมัยโสดผมไปเที่ยวผับเที่ยวเธค ตีหนึ่งตีสอง ไม่เลิกไม่กลับ พอกลับมาอาบน้ำอาบท่าแล้วทำงานต่อถึงตี 5 ตื่นเช้ามาก็ไปทำงาน

ที่ผมประสบความสำเร็จได้ทุกวันนี้เพราะผู้หญิง 3 คน คนแรกคือแม่ คนที่สองคือพี่สาว เพราะหลังจากแม่เสีย พี่สาวเป็นคนที่คอยดูแล สุดท้ายก็คือเมีย เหมือนคำที่เขาบอกว่า Behind the great man is lady.

สมัยที่ผมเขียนหนังสือเพื่อจะขอศาสตราจารย์ ลูกอายุประมาณ 6-7 เดือน เรากล่อมลูกนอนแล้วภรรยาจะดูลูกต่อให้ แล้วผมก็ลงมานั่งพิมพ์งานต่อ ปัจจุบันภรรยาก็ยังทำหน้าที่ดูแลลูกให้ ตรงนี้ต้องยกเครดิตให้กับภรรยา

- เวลาว่างชอบทำอะไร?

ว่างก็อ่านหนังสือ ดูละครน้ำเน่า คือชีวิตการทำงานถึงแค่ 5 โมงเย็น ผมจะไม่เอางานกลับบ้าน นอกจากจะเป็นช่วงที่มันเร่งจริงๆ เพื่อนร่วมงานทุกคนจะรู้ว่า หลัง 6 โมงเย็นแล้ว ถ้าโทร.หาอภิรัฐจะไม่รับสาย เสาร์-อาทิตย์ก็จะปิดโทรศัพท์มือถือ เพราะเป็นเวลาครอบครัวอยู่กับลูก ดูละครน้ำเน่า ดูทีวีแล้วมันดีอย่างหนึ่งคือ ทำให้รู้ว่าวัยรุ่นเขาสนใจอะไร

- มีเวลาจีบสาว?

สมัยหนุ่มๆ ผมค่อนข้างหน้าตาดี (หัวเราะเสียงดัง) ก็มีแฟนมาเรื่อยๆ มีอยู่คนหนึ่งกำลังจะแต่งงานกันอยู่แล้ว พอไปหาฤกษ์ยาม พระอาจารย์บอกว่าไม่ใช่เนื้อคู่ พอถึงวันจริงก็ไม่ได้แต่งกัน เราก็ไปให้ท่านดูอีก ท่านบอกว่าเดือนเมษายนจะมีคนแนะนำให้รู้จัก จะเป็นเนื้อคู่ของเรา หลังสงกรานต์ผมไปทำบุญให้แม่ พอกลับมาเพื่อนโทร.มา พอดีเขาจะเป็นพ่อสื่อระหว่างแฟนผมปัจจุบันกับเพื่อนอีกคนนึง ทีนี้เพื่อนผู้ชายคนนั้นเขาไม่ยอมมา ผมเลยไปแทน ก็คิดว่าไปคุยกับเพื่อนใหม่ ก็เลยได้รู้จักกัน

ผมเชื่อว่าถ้าเป็นเนื้อคู่กัน แม้อยู่คนละฟากฟ้า ยังไงก็ต้องมาเจอกัน ผมกับภรรยาเรียนอยู่รุ่นเดียวกัน แต่ไม่เคยคุยกัน ไม่เคยเจอกัน ขนาดเรียนปริญญาตรีที่ขอนแก่นมาด้วยกัน พอจะมาเจอ มาใกล้กัน มันใช่ แล้วก็แต่งงานอยู่ด้วยกันมา 10 ปีแล้ว

- ทำกับข้าวเป็น?

ทำทุกเช้าครับ (ยิ้มกว้าง) ผมมีหน้าที่ทำกับข้าวให้ลูกกินทุกเช้า ตั้งแต่ลูกเกิดมา คือเรามองว่าเมียเราอุตส่าห์อุ้มท้องตั้ง 9 เดือน กว่าจะคลอดมาอีก ทรมานมาก อีกอย่างคือ คิดถึงแม่ก็เลยรู้สึกสงสารเมีย เลยบอกเธอกล่อมลูกไป แล้วเช้าผมจะทำกับข้าวเอง ให้ลูกชุดนึง อีกชุดให้เมีย วันไหนผมต้องมาทำงานกรุงเทพฯก็ตื่นเช้าหน่อย

ส่วนมื้อเย็นถ้าผมว่างผมก็จะทำ ลูกทั้งสองคนจะติดผม ถ้าอยู่เขาก็จะถามเลยว่าวันนี้ใครทำ ป่าป๊า หรือม่าม๊า ถ้าม่าม๊าทำเขาก็จะ อื่อ ก็อร่อยดี แต่จะกินไม่ค่อยหมด (หัวเราะ) ก็บ้านเราขายอาหารมาไงครับ ขายกับข้าวมาตั้งแต่เด็ก ผมทำอาหารได้ทุกอย่าง อาหารฝรั่ง สเต๊กก็ทำ อาหารไทยก็ทำได้ เพราะต้องช่วยแม่ ช่วยตำน้ำพริก ทำทุกอย่าง ข้าวเหนียวมะม่วง ทำเป็นหมดทุกอย่าง

- ไม่ชอบวิศวะ แต่ชอบทำกับข้าว?

 (หัวเราะ) วิศวะก็ชอบ สนุกดี วิศวะสอนเราให้คิดอย่างเป็นระบบ

แต่ถ้าชอบที่สุดเลยคือ คณิตศาสตร์ อยากเรียนบัญชี แต่เรียนอะไรก็ได้ คือผมคิดว่าถ้าทำอะไรแล้วต้องทำให้ดีที่สุด อย่าไปคิดว่าเราต้องทำในสิ่งที่เราชอบที่สุด จะมาคิดว่าคุณจะเกิดมาเป็นลูกไม่มีพ่อไม่มีแม่ แล้วจะไม่มีอนาคต ไม่จำเป็น พระพุทธเจ้าไม่เคยให้เชื่อเรื่องดวง พระพุทธเจ้าให้เชื่อว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับเรา

- ได้เป็นศาสตราจารย์แล้วจะเป็นอะไรต่อ?

 

หมดแล้วครับ ก็นั่งคิดกับตัวเองเหมือนกัน ต่อไปก็คงเข้าหาธรรมะ ผมเริ่มศึกษาธรรมะมา 4-5 ปีแล้ว ศึกษาพระไตรปิฎก พระคัมภีร์ของศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม คือ กว่าเราจะได้เป็นศาสตาจารย์ อุปสรรคมันเยอะ พอศึกษาธรรมะ ทำให้เราเข้าใจว่านี่มันคือวิบากกรรม ชาติที่แล้วเราทำเขาไว้ ชาตินี้ก็ต้องชดใช้ แล้วก็เริ่มมาดูว่าศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม เขาเขียนไว้ว่ายังไง อยากจะเห็นความเชื่อมโยงของทุกศาสนา

- จะเป็นอาจารย์ไปเรื่อยๆ?

ตั้งเป้าว่าจะทำอีกสัก 10 ปี ครบ 10 ปีแล้วจะเออร์ลี่ รีไทร์ แล้วไปขายข้าวเหนียวหมูปิ้งหน้าโรงเรียน (ยิ้ม) ผมว่าหมูปิ้งมันทำง่าย แล้วเด็กก็ชอบกิน เราไม่ต้องขายแพง เพราะชีวิตคนเราเดี๋ยวก็ตายแล้ว หลายๆ คนบอกว่าตายแล้วเหลือแต่ชื่อ ความดีปรากฏ แต่ผมว่าตายแล้วมันก็ไม่เหลืออะไร ไม่ต้องอยากเป็นนั่นเป็นนี่ อยากทำอะไรแบบนี้ อยากทำเพื่อสังคม

หรืออาจจะไปสอนเด็กโรงเรียนบ้านนอกที่ขาดโอกาส อย่างที่ขอนแก่น ใครๆ ก็คิดว่ามีลูกแล้วก็อยากให้มาเรียนกรุงเทพฯ อยากให้มาเรียนโรงเรียนสาธิต แต่ผมไม่เห็นว่าจำเป็นเลยเราก็เรียนโรงเรียนมัธยมบ้านนอก ดูเหมือนเว่อร์นะ แต่เป็นความจริง ผมเองก็ไปช่วยเรื่อยๆ สอนหนังสือตามโรงเรียน เพราะผมเชื่อเรื่องปิดทองหลังพระ ปิดข้างหลังเยอะๆ เดี๋ยวมันก็จะล้นไปข้างหน้าเอง

- ทราบว่าเป็นโรคความจำสั้นแล้วมาถึงจุดนี้ได้ยังไง?

นักศึกษาทุกคนจะรู้ ผมไม่เคยสอนให้จำ เพราะผมเป็นคนไม่ชอบจำ เขาเรียกว่าสอนให้รู้คอนเซ็ปต์ พอเวลาจะใช้จริงๆ เราค่อยมาดูในรายละเอียด

คือไม่สอนให้จำ ให้เข้าใจ แต่ต้องจด ไม่จดแล้วจำไม่ได้


edit @ 20 Jul 2012 15:56:43 by Nu Ning

Comment

Comment:

Tweet

เก่งแล้ว ยังตอบคำถามที่มีแนโน้ม ถ่อมตัวอีก มุมมองหลายๆอย่างดีมากเลยครับ  ชอบๆ big smile open-mounthed smile confused smile

#1 By ghostwriter on 2012-07-20 16:10