‘บ้านสบาย เพื่อยายตา’

เริ่มนำร่องที่ ‘บางตะบูน’

อรพรรณ จันทรวงศ์ไพศาล : มติชน 29 มีนาคม 2554

 

  ถิ่นทะเลงาม ฟาร์มหอยแครง  หลองพิอแฉ่งเลื่องลือนัก แหล่งอนุรักษ์ป่าชายเลน

ข้างต้น คือ คำขวัญประจำถิ่นของ บ้านบางตะบูน อ.บ้านแหลม จ.เพรชบุรีเมืองที่อุดมสมบูรณ์ด้วยอาหารทะเลโดยเฉพาะหอยแครงขึ้นชื่อ ภาพแรกที่ใครต่อใครจะได้เห็นเมื่อมาเยือนชุมชนแห่งนี้คือ บ้านเรือนของชาวบ้านที่ตั้งเรียงรายตลอดสองฝั่งน้ำบางตะบูน 

ทั้งที่ชีวิตของชาวบางตะบูนน่าจะพรั่งพร้อมสมบูรณ์ ความเป็นอยู่น่าจะดีเป็นไปทางเดียวกับราคาอาหารทะเลที่สูงลิบ แต่ความจริงแล้วกลับตรงกันข้าม ที่ชุมชนแห่งนี้ยังคงแร้นแค้นขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต ทั้งที่อยู่อาศัย และสิ่งสาธารณูปโภคต่างๆ 

จากผลการสำรวจของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พบว่า ผู้สูงวัยที่อายุมากกว่า60 ปี ที่บางตะบูนมีถึง 957 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 16.7 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของผู้สูงอายุทั้งประเทศที่คิดเป็นร้อยละ 11.7 ของประชากรทั้งหมด 

และด้วยจำนวนคนชราที่มีมากนี่เอง”การเคหะแห่งชาติ” จึงเลือกชุมชนนี้เป็นพื้นที่นำร่อง ในโครงการ “บ้านสบาย เพื่อยายตา”โดยตั้งใจจะใช้เป็นตัวอย่างแก่พื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศอีกด้วย เพราะจากตัวเลขที่มีการสำรวจและประมาณการ พบว่าปี 2553 ที่ผ่านมามีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น 7.6 ล้านคน 

ดังนั้น การเคหะแห่งชาติจึงเตรียมแผนการรองรับการเพิ่มขึ้นของคนชราในส่วนของที่อยู่อาศัย 

เรืองยุทธ์ ตีระวนิชรองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ การเคหะแห่งชาติ เล่าให้ฟังถึงจุดประสงค์ในการจัดทำโครงการนี้ ว่า เพื่อต้องการช่วยเหลือคนชราที่ขาดแคลนจริงๆ โดยบ้านที่สร้างเพื่อคนชรา ต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายอย่าง ทั้งความต้องการ วิถีชีวิต 

“อย่างเรื่องห้องน้ำที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะขนาดคนอายุมากอย่างผมยังนั่งยองๆ ลำบากเลย แล้วนับประสาอะไรกับคนชราเขาก็คงนั่งส้วมซึมลำบากกว่าผมแน่นอน จึงรู้ว่าคนชราต้องการอะไร เรื่องแบบนี้ถ้าเราไม่แก่ก็ไม่รู้”รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการการเคหะแห่งชาติกล่าว 

เรืองยุทธ์เล่าให้ฟังว่า คนชราที่บางตะบูนส่วนมากใช้ชีวิตเพียงลำพังอยู่ในบ้านยกพื้นสภาพเก่าซอมซ่อ และทรุดโทรมจวนจะพังมิพังแหล่ โดยเฉพาะห้องน้ำซึ่งแต่เดิมเป็นห้องน้ำที่สร้างอยู่ใต้ถุนเรือนตามความเชื่อแต่โบราณที่ไม่สร้างห้องน้ำไว้บนเรือน แต่กลับสร้างความยากลำบากให้เมื่อยามชรา ห้องน้ำจึงเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตของคนชราที่นี่เป็นอันดับแรก !!! 

เรืองยุทธ์กล่าวอีกว่า ถึงกระนั้นบรรดาตายายเหล่านั้นก็ไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้มากด้วยวัยที่ชรา เงินเก็บก็แทบจะไม่มี อาศัยเพียงเบี้ยยังชีพคนชราที่รัฐบาลมอบให้เป็นประจำทุกเดือน เดือนละ 500 บาทในการดำเนินชีวิตเท่านั้น น้อยคนนักที่ลูกหลานจะส่งเงินมาให้ 

“เราเริ่มเข้ามาทำโครงการในปี 2553 โดยทำการสำรวจ จัดทำฐานข้อมูลและประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้เรียบร้อย 

ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานท้องถิ่น เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.), องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สิ่งที่เราทำคือพยายามกระตุ้นให้คนในชุมชนหันมาช่วยเหลือกันเอง เพราะการเคหะฯไม่สามารถช่วยได้ทั้งหมด เนื่องจากมีคนที่ประสบปัญหาเดียวกันนี้รอความช่วยเหลืออยู่ทั่วประเทศ สิ่งที่เราต้องการคือให้ท้องถิ่นและชุมชนมีส่วนร่วมมากกว่านี้” เรืองยุทธ์กล่าวอาจเพราะยังเป็นช่วงแรกของโครงการ การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงดูเหมือนยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของชาวบ้าน แต่ก็เหมือนเป็นการสร้างความหวังให้กับทุกคน เหมือนเป็นแนวทางให้สังคมหันมาสนใจพ่อแก่แม่เฒ่าที่ยากไร้ ต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก 

บ้านของ สมบูรณ์ พรหมพิทักษ์ และ วรรณดี วาระดี ที่อาศัยอยู่กับลูกสาววัย 15 ปีที่พิการทางสมอง เนื่องจากประสบอุบัติเหตุลื่นล้มหัวฟาดพื้นตั้งแต่ตอนอายุ 1 ขวบ 

สมบูรณ์เล่าว่า 15 ปีที่ลูกสาวป่วย ตนต้องอุ้มลูกเหยียบเดินบนปากโอ่งไปอาบน้ำที่ห้องน้ำกลางแจ้งหลังบ้านทุกวัน จะเดินกับพื้นไม่ได้ เพราะที่บริเวณนั้นเป็นป่าโกงกาง เวลาฝนตกปากโอ่งก็ลื่นเคยพลาดตกมาแล้ว ต้องเรียกให้คนที่อยู่ในละแวกนั้นมาช่วยอุ้มลูก จนเมื่อครอบครัวนี้ได้บ้านหลังใหม่ ชีวิตความเป็นอยู่จึงสะดวกสบายขึ้น 

สำหรับชาวบ้านบางตะปูนที่ยังรอรับการช่วยเหลืออย่าง ยายทาบ เอื้อสกุล วัย 78 ปี ที่อาศัยอยู่กับหลานสาวพิการ ซึ่งตลอดการพูดคุยกันร่างกายของแกสั่นเทาอยู่ตลอดเวลา สาเหตุเพราะโรคพาร์คินสัน 

ยายทาบเล่าว่า บ้านที่อยู่เป็นบ้านหลังเล็กอากาศก็ถ่ายเทไม่ค่อยสะดวก ตอนกลางวันอยู่ในอากาศก็ถ่ายเทไม่ค่อยสะดวก ตอนกลางวันอยู่ในบ้านไม่ได้เพราะร้อนมาก ต้องอาศัยชานเรือนของเพื่อนบ้านเป็นที่หลบแดดหลบร้อน 

“และที่ลำบากก็คือ ที่บ้านไม่มีห้องน้ำ ยายกับหลานต้องอาศัยอาบน้ำหน้าบ้าน ส่วนเวลาจะขับถ่ายก็ต้องขับถ่ายใส่ในกระป๋องแล้วค่อยเอาไปทิ้ง” 

ยังมีคนใช้ชีวิตแบบนี้อยู่มากที่บ้านบางตะบูนเช่น ยายเยื้อ วิเชียรฉาย อายุ 70 ปีที่มีบ้านหลังเล็กไม่ถึง 10 ตารางเมตร ทั้งยังไม่มีห้องน้ำ หรือบ้านของ ราเชน (ไม่ทราบนามสกุล)ที่เสาทุกต้นเอียง 45 องศา จวนจะพังลงตลิ่งลำน้ำข้างบ้านต้องอาศัยขอนไม้เศษกระเบื้องถมดินเพื่อพยุงเสาเอาไว้ 

นี่เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวชีวิตของคนชราที่มีอยู่ในตำบลหนึ่งของประเทศเราเท่านั้น สังคมรอบข้างโดยเฉพาะคนในครอบครัว น่าเป็นมือแรกที่เข้าไปมีส่วนช่วยเหลือ ไม่ใช่ปล่อยเป็นหน้าที่ของทางภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว 

เพราะไม่ว่าใคร ต่างก็อยากมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีทั้งนั้น 

 

edit @ 14 Jun 2012 17:59:56 by Nu Ning

Comment

Comment:

Tweet